08/01/2026
เทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (CCUS) ฮีโร่ตัวจริงที่จะช่วยแก้ปัญหาโลกเดือดได้ดีกว่าแค่ปลูกต้นไม้

เทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (CCUS) ฮีโร่ตัวจริงที่จะช่วยแก้ปัญหาโลกเดือดได้ดีกว่าแค่ปลูกต้นไม้

ในขณะที่นาฬิกาโลกกำลังนับถอยหลังสู่จุดวิกฤตทางสภาพอากาศ หรือที่สหประชาชาติประกาศยกระดับคำเตือนจาก “ภาวะโลกร้อน” (Global Warming) สู่ “ภาวะโลกเดือด” (Global Boiling) ในปี 2026 นี้ เราได้เห็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งคลื่นความร้อนที่คร่าชีวิตผู้คน น้ำท่วมใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และไฟป่าที่เผาผลาญพื้นที่ปอดของโลกไปมหาศาล

ท่ามกลางความตื่นตระหนกนี้ สังคมส่วนใหญ่มักจะได้รับการปลูกฝังชุดความคิดเดิม ๆ ว่า “ถ้าอยากช่วยโลก ต้องไปปลูกต้นไม้”

แน่นอนว่าการปลูกต้นไม้เป็นสิ่งที่ดีงามและจำเป็นค่ะ มันช่วยสร้างร่มเงา คืนความชุ่มชื้น และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า แต่ถ้าเรากำลังพูดถึงคณิตศาสตร์ของการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับ “Gigaton” (พันล้านตัน) เพื่อหยุดยั้งหายนะของโลกให้ทันเวลา การพึ่งพาธรรมชาติเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ทันการณ์อีกต่อไป

โลกใบนี้กำลังต้องการวิศวกรรมทางสภาพอากาศที่ทรงพลังกว่านั้น รวดเร็วกว่านั้น และสามารถจัดการกับปัญหาที่ต้นตอได้อย่างเบ็ดเสร็จ สิ่งนั้นคือเทคโนโลยีที่มีชื่อย่อว่า CCUS หรือ Carbon Capture, Utilization, and Storage

ทำไมต้นไม้ถึงเป็น “พระรอง” ในสงครามกู้โลกยุคใหม่

ก่อนจะไปทำความรู้จักพระเอกคนใหม่ เราต้องเข้าใจข้อจำกัดของพระเอกคนเก่าอย่าง “ต้นไม้” อย่างตรงไปตรงมากันก่อนค่ะ

1. กับดักของเวลา (Time Lag) ต้นไม้ไม่ได้ดูดซับคาร์บอนได้เต็มที่ตั้งแต่วันแรกที่ปลูก กล้าไม้เล็ก ๆ ต้องการเวลา 10 ถึง 20 ปีในการเติบโตจนถึงจุดที่มีประสิทธิภาพในการกักเก็บคาร์บอนสูงสุด (Carbon Sequestration Peak) แต่ปัญหาคือโลกของเราร้อนขึ้น “เดี๋ยวนี้” เราปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ปีละกว่า 5 หมื่นล้านตัน เราไม่มีเวลารออีก 20 ปีเพื่อให้ต้นไม้ที่เพิ่งปลูกวันนี้เริ่มทำงานค่ะ

2. ข้อจำกัดด้านพื้นที่ (Scale & Space) ข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่า หากเราต้องการดูดซับคาร์บอนที่เราปล่อยออกมาในปัจจุบันด้วยต้นไม้เพียงอย่างเดียว เราต้องใช้พื้นที่ปลูกป่าขนาดเท่ากับทวีปอเมริกาเหนือทั้งทวีป หรือใหญ่กว่าประเทศอินเดียและจีนรวมกัน คำถามคือเราจะเอาพื้นที่มาจากไหน ในเมื่อมนุษย์ยังต้องใช้ที่ดินมหาศาลในการเพาะปลูกพืชอาหารและสร้างที่อยู่อาศัย

3. ความไม่แน่นอน (Permanence) นี่คือความเสี่ยงที่น่าเศร้าที่สุดค่ะ คาร์บอนที่ถูกเก็บไว้ในเนื้อไม้ ไม่ได้อยู่ถาวร หากเกิดไฟป่า (ซึ่งเกิดบ่อยขึ้นเพราะโลกเดือด) ต้นไม้เหล่านั้นจะคายคาร์บอนทั้งหมดที่เก็บสะสมมาตลอดชีวิตกลับคืนสู่ชั้นบรรยากาศในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง การปลูกป่าจึงเป็นการแก้ปัญหาที่เปราะบางและอาจสูญเปล่าได้

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจึงลงความเห็นตรงกันว่า เราต้องการ “ตัวช่วย” ที่มีความเสถียรและจัดการปริมาณก๊าซมหาศาลได้ทันที นั่นคือที่มาของ CCUS

ผ่าตัดการทำงานของ CCUS เครื่องจักรกลกินลมหายใจปีศาจ

CCUS ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันในนิยายไซไฟ แต่เป็นเทคโนโลยีที่มีการใช้งานจริงแล้วในระดับอุตสาหกรรม โดยกระบวนการของมันแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนหลักที่เปรียบเสมือนการจับผู้ร้ายมาขังคุก หรือจับมาใช้งานให้เกิดประโยชน์

ขั้นตอนที่ 1 Capture (ดักจับ) นี่คือด่านหน้าสุดของการต่อสู้ แทนที่จะปล่อยให้ควันพิษลอยออกจากปล่องโรงงานไปทำลายชั้นบรรยากาศ วิศวกรจะติดตั้งระบบดักจับไว้ที่ปลายปล่อง (Point Source Capture) เทคโนโลยีที่นิยมใช้คือการใช้ สารละลายเอมีน (Amine scrubbing) ซึ่งมีคุณสมบัติทางเคมีในการ “ดูดติด” ก๊าซ CO2 เหมือนแม่เหล็ก เมื่อก๊าซไอเสียไหลผ่านสารนี้ CO2 จะถูกแยกออกมา ส่วนก๊าซที่เหลือซึ่งสะอาดแล้วก็จะถูกปล่อยออกไป ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้สามารถดักจับคาร์บอนได้สูงถึง 90 ถึง 95 เปอร์เซ็นต์ เรียกได้ว่าดักได้เกือบเกลี้ยงก่อนที่จะสร้างปัญหา

ขั้นตอนที่ 2 Transport (ขนส่ง) เมื่อดักจับก๊าซ CO2 ได้แล้ว มันจะถูกนำมาบีบอัดด้วยความดันสูง (Compression) จนเปลี่ยนสถานะจากก๊าซกลายเป็น ของเหลว (Supercritical CO2) เพื่อให้ง่ายต่อการขนส่ง การขนส่งทำได้หลายวิธี ทั้งทางท่อส่งก๊าซ (Pipeline) เหมือนท่อก๊าซธรรมชาติที่เราคุ้นเคย หรือหากแหล่งกักเก็บอยู่ไกลคนละทวีป ก็จะขนส่งทางเรือบรรทุกขนาดใหญ่คล้ายกับเรือขนส่ง LNG

ขั้นตอนที่ 3 Utilization & Storage (ใช้ประโยชน์และกักเก็บ) นี่คือปลายทางของก๊าซ CO2 ซึ่งแยกออกเป็น 2 เส้นทาง

  • Storage (CCS) นำก๊าซเหลวที่ได้ไป “ฉีดกลับลงสู่ใต้ดิน” (Injection) ที่ความลึก 1 ถึง 3 กิโลเมตร ในชั้นหินทางธรณีวิทยาที่มีรูพรุนแต่มีชั้นหินทึบปิดทับด้านบน เพื่อขังมันไว้ตลอดกาล แหล่งที่นิยมใช้คือแหล่งน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติเก่าที่สูบพลังงานออกไปหมดแล้ว (Depleted Reservoirs) หรือชั้นหินอุ้มน้ำเค็ม (Saline Aquifers)
  • Utilization (CCU) นำคาร์บอนไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้า ซึ่งเราจะขยายความในหัวข้อถัดไป

เปลี่ยนขยะให้เป็นทองคำ เมื่อคาร์บอนกลายเป็นสินค้า 

ความสวยงามของเทคโนโลยีนี้ในปี 2026 คือการเปลี่ยนมุมมองต่อ CO2 จาก “ขยะ” ให้กลายเป็น “วัตถุดิบ” ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือแนวคิด Circular Carbon Economy

1. คอนกรีตดักจับคาร์บอน (Cured Concrete) อุตสาหกรรมก่อสร้างได้ค้นพบวิธีฉีดก๊าซ CO2 เข้าไปในเนื้อคอนกรีตระหว่างการผสม ซึ่ง CO2 จะทำปฏิกิริยาเคมีเปลี่ยนสภาพเป็นแร่ธาตุแข็ง (Mineralization) ฝังตัวอยู่ในคอนกรีตตลอดไป ข้อดีคือทำให้คอนกรีตแข็งแรงขึ้น และลดการใช้ปูนซีเมนต์ลง นี่คือการสร้างตึกที่ช่วยโลกหายใจ

2. เชื้อเพลิงสังเคราะห์ (e-Fuels) นี่คือความหวังของวงการการบินค่ะ เราสามารถนำ CO2 ที่ดักจับได้ มาทำปฏิกิริยากับไฮโดรเจนสะอาด (Green Hydrogen) เพื่อสังเคราะห์เป็นน้ำมันเครื่องบินรักษ์โลก (SAF – Sustainable Aviation Fuel) วิธีนี้ทำให้เครื่องบินยังบินได้ด้วยเครื่องยนต์เดิม แต่ใช้น้ำมันที่รีไซเคิลมาจากอากาศ

3. พลาสติกและเคมีภัณฑ์ สารเคมีตั้งต้นในการทำพลาสติก เมทานอล หรือยูเรียสำหรับทำปุ๋ย สามารถสังเคราะห์ขึ้นจาก CO2 ได้เช่นกัน เป็นการลดการขุดเจาะน้ำมันดิบใหม่ขึ้นมาใช้

ทางรอดเดียวของอุตสาหกรรม “Hard-to-Abate”

ในโลกนี้มีบางอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดได้ง่าย ๆ หรือที่เรียกว่ากลุ่ม Hard-to-Abate Sectors ได้แก่ อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ เหล็กกล้า และเคมีภัณฑ์

ทำไมถึงเปลี่ยนยาก เพราะการปล่อย CO2 ของอุตสาหกรรมเหล่านี้ ไม่ได้มาจากการเผาเชื้อเพลิงเพื่อให้ความร้อนเพียงอย่างเดียว (ซึ่งส่วนนี้เปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าได้) แต่ CO2 มันเกิดจาก ปฏิกิริยาทางเคมี (Chemical Process) ของวัตถุดิบ

เช่น การผลิตปูนซีเมนต์ต้องเผาหินปูน (Calcium Carbonate) ซึ่งกระบวนการแตกตัวของหินปูนจะปล่อยก๊าซ CO2 ออกมาโดยธรรมชาติ ต่อให้โรงงานใช้แผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟ 100 เปอร์เซ็นต์ ตัวหินปูนก็ยังปล่อย CO2 ออกมาอยู่ดี

ดังนั้น สำหรับโรงงานเหล่านี้ CCUS จึงไม่ใช่ “ทางเลือก” แต่เป็น “ทางรอดเดียว” ที่จะทำให้ธุรกิจยังคงอยู่ได้โดยไม่ถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ทำลายโลก และสามารถส่งสินค้าออกไปขายในตลาดโลกที่มีกำแพงภาษีคาร์บอน (CBAM) ได้

DAC (Direct Air Capture) ขั้นกว่าของการดักจับ

นอกจากดักจับที่ปลายปล่องโรงงานแล้ว ในปี 2026 เรายังได้เห็นการขยายตัวของเทคโนโลยี DAC (Direct Air Capture) หรือการดักจับจากอากาศโดยตรง

ลองจินตนาการถึงพัดลมขนาดยักษ์จำนวนมหาศาลที่ตั้งอยู่กลางทะเลทราย ทำหน้าที่ดูดอากาศรอบตัวเข้ามา แล้วใช้แผ่นกรองเคมีดึงเอา CO2 ออกไปเก็บ ข้อดีของ DAC คือสามารถติดตั้งที่ไหนก็ได้ในโลก และสามารถจัดการกับ “Legacy Carbon” หรือคาร์บอนที่เราปล่อยสะสมมาในอดีตได้ด้วย แม้ปัจจุบันต้นทุนของ DAC จะยังสูงมากเมื่อเทียบกับการดักจับที่โรงงาน แต่แนวโน้มราคาเริ่มลดลงเรื่อย ๆ ตามกฎของเทคโนโลยี และนี่คือความหวังสูงสุดในการทำให้อุณหภูมิโลกเย็นลงจริง ๆ (Negative Emissions)

สถานการณ์ในไทย เราอยู่ตรงไหนในแผนที่โลก

สำหรับประเทศไทย เราไม่ได้ตกขบวนรถไฟสายนี้นะคะ ภูมิประเทศของไทยโดยเฉพาะในอ่าวไทย มีศักยภาพสูงมากในการเป็น “สุสานคาร์บอน”

โครงการนำร่องที่น่าจับตามอง

  • PTT Exploration and Production (PTTEP) ได้เริ่มศึกษาโครงการ CCS ที่แหล่งอาทิตย์ในอ่าวไทย เพื่อดักจับ CO2 จากกระบวนการผลิตก๊าซธรรมชาติ แล้วอัดกลับลงไปเก็บในชั้นหินใต้ทะเล นี่ถือเป็นโครงการระดับเรือธงที่จะปูทางไปสู่ Net Zero ของประเทศ
  • SCG Cement-Building Materials ผู้นำด้านวัสดุก่อสร้าง ได้ร่วมมือกับพันธมิตรในการพัฒนาเทคโนโลยี CCUS เพื่อนำมาใช้กับโรงงานปูนซีเมนต์ที่สระบุรี เพื่อผลิต “ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และศึกษาการนำ CO2 ไปแปรรูปเป็นสารเคมีที่มีมูลค่า

ภาครัฐเองก็กำลังเร่งคลอดกฎหมายและมาตรการจูงใจ (Incentives) เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน เพราะหากไทยทำสำเร็จ เราไม่ได้แค่ช่วยโลก แต่เราจะกลายเป็น Hub ด้านการจัดการคาร์บอน ของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งสร้างรายได้มหาศาลจากการรับฝากเก็บคาร์บอนให้ประเทศเพื่อนบ้านที่มีพื้นที่จำกัด

ความจริงเรื่องต้นทุนและความคุ้มค่า

ปฏิเสธไม่ได้ว่า CCUS คือเทคโนโลยีราคาแพง การติดตั้งระบบดักจับอาจเพิ่มต้นทุนการผลิตสินค้า 20 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ แต่เราต้องมองในมุมของ “ต้นทุนแห่งความเสียหาย” (Cost of Inaction) ด้วยค่ะ

หากไม่ทำอะไรเลย ภัยพิบัติน้ำท่วม ภัยแล้ง และโรคระบาด จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ประเมินค่าไม่ได้ นอกจากนี้ กลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) และภาษีคาร์บอนที่ทั่วโลกเริ่มบังคับใช้ จะทำให้การ “ปล่อยควันฟรี ๆ” มีราคาแพงกว่าการ “ลงทุนดักจับ”

ในอนาคตอันใกล้ เมื่อเทคโนโลยีแพร่หลายขึ้น (Economy of Scale) ต้นทุนของ CCUS จะถูกลงเหมือนกับราคาแผงโซลาร์เซลล์ที่เคยแพงหูฉี่เมื่อ 10 ปีก่อนแต่ตอนนี้ใคร ๆ ก็ติดได้

เราไม่สามารถเลือกใช้อาวุธเพียงอย่างเดียวได้ เราต้องการ Hybrid Solution ที่ผสมผสานพลังของธรรมชาติ (Nature-based Solutions) เข้ากับความแม่นยำและทรงพลังของวิศวกรรม (Engineering-based Solutions)

CCUS คือฮีโร่สายบู๊ที่เข้ามารับหน้าที่จัดการกับ “งานหนัก” ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อซื้อเวลาให้โลกได้ฟื้นตัว และเปิดโอกาสให้ป่าไม้ได้ทำหน้าที่ฟื้นฟูสมดุลธรรมชาติอย่างที่ควรจะเป็น

การสนับสนุนและทำความเข้าใจเทคโนโลยีนี้ จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องของลมหายใจและอนาคตของพวกเราทุกคนค่ะ